All posts by: asiaclinic2013

About asiaclinic2013

เนื่องจากวันนี้ผมได้ลองหาข้อมูลเรื่องการศัลยกรรมในแต่ละประเทศเพิ่มเติม เลยได้พบกับข่าวเหล่านี้ในวันนี้ครับ ครั้งแรกที่ได้เห็นก็ทำให้ผมตกใจมากกับเทรนความนิยมของสาวๆเอเชียสมัยนี้จริงๆครับ  เพราะแวบแรกที่ผมเห็นผมก็คิดในใจว่า ’เดียวนี้เขานิยมศัลยกรรมแบบเอาตัวอย่างการทำจากนอกโลก และเหนือจินตนาการกันแล้วใช่ไหม’  โดยสาวรายแรกที่ผมเห็นนั้นเธอเป็นเน๊ตไอดอลโดยมีชื่อในเน๊ตว่า ‘Tina/Dina Leopard’ครับ โดยเธอคนนี้คงชื่นชอบเอเลี่ยนเป็นพิเศษละมั้งครับ เพราะเธอศัลยกรรมออกมาแล้วเหมือนเอเลี่ยนมาก ส่วนรายต่อมาเธอชื่อ ‘ริกะ/รินะ นานาเสะ’ เป็นสาวน้อยอดีตหน้าสวยหวานครับ เพราะปัจจุบันที่เธอแอบไปอัพหน้ามานั้นปัจจุบันได้เปลี่ยนให้หน้าปัจจุบันเธอกลายเป็นสาวเอลฟ์แทนครับ ที่ผมร่ายยาวเกี่ยวกับสาวๆสองคนนี้ในวันนี้ก็ไม่ใช่อะไร แต่เหตุผลที่ผมต้องกล่าวถึงสองสาวนี้ก็เพราะสองสาวนี้ก็คือตัวอย่างของคนที่เสพย์ติดศัลยกรรมนั้นเองครับ ดังนั้นวันนี้ผมจะมาแนะนำผู้ที่สนใจจะทำศัลยกรรมทุกท่านดีกว่าครับว่าควรจะทำศัลยกรรมแบบไหนถึงจะเรียกว่าทำแบบพอดี แล้วใครที่มีลักษณะเข้าข่ายเสพย์ติดศัลยกรรมกันดีกว่าครับ แบบไหนถึงจะเรียกกว่าศัลยกรรมแต่พอดี?                 เมื่อไหร่ที่คนใกล้ตัวที่สุดของพวกคุณรวมถึงหมอที่พวกคุณได้เข้าไปปรึกษาด้วยได้ทักห้ามอย่างพร้อมเพียงกัน ก็ควรหยุดเลยครับ เพราะถ้าพวกคุณยังขืนดันทุรังที่จะทำต่อโดยไม่สนใจเสียงรอบข้างที่พยายามเตือนพวกคุณแล้วละก็ จากที่เคยสวยหล่อถึงขีดสุด มันจะกลายเป็นกระบวนการย้อนกลับตรงข้ามทันทีเลยครับ เสพย์ติดศัลยกรรมคืออะไร? “การเสพติดศัลยกรรม” คืออาการของผู้ที่รู้สึกไม่พอใจกับรูปร่างหน้าตาของตัวเองสักที และต้องการการศัลยกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนแก้ไขให้ได้อย่างใจอยู่ไม่รู้จบ โดยมีสิ่งเร้าที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าว สาเหตุส่วนใหญ่ของผู้ที่เสพติดการศัลยกรรม โดยมากมาจากอาการ บีบีดี หรือ “บอดี้ ดิสมอร์ฟิก ดิสออร์เดอร์” (Body dysmorphic disorder, BBD) ที่มีความกังวลจนถึงขั้นหมกมุ่นเกี่ยวกับร่างกายของตัวเองมากเกินไป ทำให้ไม่พอใจในรูปร่างหน้าตาของตนเองและคิดว่าการศัลกรรมคือทางออกสุดท้าย อีกทั้งมีปัจจัย 3 อย่างด้วยกันเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ป่วยเสพติดศัลยกรรม 1 คิดว่าการศัลยกรรมช่วยแก้ไขความบกพร่องของร่างกายได้ถาวร ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดเพราะการศัลยกรรมสามารถช่วยแก้ไขได้แค่ระยะหนึ่งเท่านั้น (เพราะถ้าถึงเวลาที่วัสดุที่ใช้หมดอายุหรือสภาพร่างกายของผู้ทำมันทนรับต่อไปไม่ไหวก็ต้องกลับมาแก้ไขกันหใม่ครับ*) 2 เชื่อว่าการศัลยกรรมแก้ปัญหาของชีวิตได้ เพราะจะช่วยแก้ไขความบกพร่องและเป็นที่ยอมรับในสังคม […]

หลังจากผู้ทำได้ผ่านขั้นตอนการทำที่ยากที่สุดไปแล้ว (ขั้นตอนขึ้นเขียงให้หมออย่างพวกผมลงมีดนั้นเอง) ถ้าทำเสร็จแล้วไม่มีอะไรให้เป็นปัญหา1-2วันคุณก็ออกจากสถานที่ทำได้เลยครับ แต่ออกไปแล้วก็อย่าลืมดูแลปฏิบัติตัวเองตามนี้ด้วยครับ สำหรับใครที่เลือกทำศัลยกรรมหน้านะครับ หลังจากผ่าตัด ผู้เข้ารับการรักษาควรพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล 1-2 วัน สามารถไปทำงานได้หลังผ่าตัด 10 วัน ประคบเย็นที่ใบหน้า บริเวณหน้าผาก และแก้มทั้ง2ข้าง วันละ4ครั้ง เพื่อลดอาการบวมประมาณ 3-5 วัน ควรนอนยกศีรษะสูงเพื่อลดความบวม (ควรหาหมอนมาหนุน2ใบ) ผ้าตาข่ายที่พันบริเวณใบหน้านั้นจะถูกปิดไว้เพียง 1 วันพอเช้าวันรุ่งขึ้นให้ตัดหรือแกะออก หลังจากนั้นสระผมได้โดยเกาอย่างเบามือ เพื่อล้างคราบเลือดออกซับและเป่าให้แห้งสามารถสระผมได้ทุกวันตามปกติ 5 วันหลังการผ่าตัดให้มาตัดไหมบริเวณหน้าหู “บริเวณนี้ไม่ควรตัดไหมช้าเพราะจะเป็นแผลเป็น” 7 วันหลังทำการผ่าตัดให้มาคลายไหมที่ศีรษะเพื่อลดอาการตึงของแผล 10 วันหลังทำการผ่าตัดให้มาตัดไหมทั้งหมดออก (พร้อมทั้งพบแพทย์เพื่อตรวจแผล) หลังจากคลายไหมแล้ว ให้ใช้วิตามินอีทานวดแผลที่บริเวณกกหู หลังหู ท้ายทอย เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นนูนแข็งวันละ  2 ครั้งทุกวัน รับประทานยาตามแพทย์สั่งให้หมด ถ้าเกิดอาการผิดปกติหลังทานให้มาพบแพทย์ทันที งดดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์ ถ้ามีอาการเลือดออกมาก หรือบวมผิดปกติให้รีบกลับมาพบแพทย์ทันที

สำหรับผู้อ่านท่านใดที่สนใจทำศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า แล้วตัดสินใจจะทำแล้วจริงผมขอแนะนำครับว่าให้เก็บข้อมูลเหล่านี้ไปพูดคุยกับหมอที่จะทำให้ด้วยนะครับ โดยคำถามที่จำเป็นต้องรู้ก็มีดังนี้ครับ –                   ความตึงของใบหน้าที่ต้องการดึง “โดยดูจากต้องการยกร่องแก้มมากขนาดไหน” –                   บริเวณหางคิ้วต้องการยกสูงเท่าใด –                   ตำแหน่งของจอน (Ear lock) ของผู้ชายอาจต้องเปลี่ยนตำแหน่ง “ซึ่งอาจต้องเปลี่ยนตำแหน่งของแผลเป็นเพื่อไม่ให้จอนเปลี่ยนตำแหน่ง” –                   แผลที่บริเวณเหนือใบหู เลือกทำได้2ตำแหน่งคืออยู่ในไรหู-อยู่ชิดกับไรผม –                   ต้องการดูดไขมันใต้คางด้วยหรือไม่? (กรณีที่มีไขมันพอกเยอะจนเกือบเป็นคางหลายชั้น) –                   ถ้ามีไขมันใต้คางมากสามารถดูดหรือตัดไขมันใต้คางร่วมกับการผ่าตัดดึงหน้าได้ –                   ต้องการวางยาสลบหรือเลือกที่จะฉีดยาชาเฉพาะที่ –                   ดึงทั้งหน้าใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 4 ชั่วโมงแต่ถ้าเลือกทำเฉพาะส่วนเช่นดึงคิ้วและขมับหางตาเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงโดยต้องใช้การวางยาสลบ –                   แต่ถ้าทำเฉพาะการดึงหน้าส่วนบน การดึงคิ้ว-ขมับและหางตา การดึงคอ ส่วนใดส่วนหนึ่งอย่างเดียวนั้น อาจจะเลือกเป็นฉีดยาชาเฉพาะส่วนได้    

วันนี้ผมจะมาพูดเรื่องเบาๆกันบ้างต่อจากคราวที่แล้วกันนะครับ  โดยวันนี้ผมจะมาบอกเล่าเรื่องความรู้เบื้องต้นให้แก่ผู้ที่สนใจอยากจะทำการผ่าตัดดึงหน้ากันนะครับ โดยปกติแล้วถ้าใครมีพวกริ้วรอยมาไวอาจมาตอนอายุ40ปีก็เริ่มทำกันได้แล้วครับ  แต่ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีร่องลึกข้างจมูกและแก้ม แล้วเห็นหนังที่คอเริ่มคล้อยและที่หนักหน่อยก็อาจจะกลายเป็นเหนี่ยง ไม่พอถ้ายังเห็นแก้มเริ่มห้อยหรือเห็นคอหลายชั้นนั้น ขอบอกเลยครับว่าการผ่าตัดดึงหน้าสามารถช่วยท่านได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขริ้วรอยตีนกา หน้าผากย่นและเปลือกตาหลุบต่ำลงได้ หลังจากทุกท่านได้ทราบแล้วว่าการผ่าตัดดึงหน้า สามารถช่วยแก้ไขข้อบกพร่องบนใบหน้าจุดไหนได้บ้างแล้วและกำลังจะตัดสินใจที่จะทำ งั้นเรามาดูข้อมูลที่ควรรู้ในขั้นต่อไปกันดีกว่าครับนั้นคือการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดนั้นเองครับ สิ่งที่ผู้ที่จะทำการผ่าตัดดึงหน้าควรงดก่อนถึงวันผ่าตัดจริงมีดังต่อไปนี้ –          งดสิ่งที่ต่อต้านการหยุดไหลของเลือด (NSAID) เช่นแอสไพริน บุหรี่ อาหารบางชนิดที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น กระเทียม น้ำมันปลา อย่างน้อย2อาทิตย์ ก่อนการผ่าตัด รวมถึงสมุนไพรบางชนิด เช่นอีฟนิ่งพรีมโรส ที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดก็ควรงดด้วย รวมถึงงดยาที่มีวิตามินสูงๆ อาหารที่มีส่วนผสมของผงชูรส กระเทียม หัวหอม และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เพราะอาจทำให้เลือดออกผิดปกติหรือมีปัญหาในการผ่าตัดได้ “แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขอแนะนำว่าควรจะแจ้งแพทย์ให้ทราบเพราะอาจต้องหยุดรับประทานพวกนี้ก่อนที่จะผ่าตัดจริงประมาณ3-5วัน” –          สำหรับคนที่จะต้องถูกวางยาสลบต้องงดน้ำ งดอาหารก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง –          สระผมตอนเช้าก่อนผ่าตัดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ –   […]

โดยปกติผิวหนังของคนเรานั้นยิ่งอายุมากยิ่งมีริ้วรอยแล้วความย่อนคล้อยเพิ่มขึ้นตามอายุครับ สาเหตุที่เกิดก็ด้วยหลายปัจจัยอันได้แก่คลอลาเจนธรรมชาติใต้ผิวของคนนั้นผลิตได้น้อยลง ผิวหนังเริ่มอ่อนแอต้านทานแรงโน้มถ่วงของโลกเริ่มจะไม่ไหว หรือนิสัยบุคลิกส่วนตัวเช่น ชอบย่นหน้าย่นคิ้วเวลาเครียดเป็นต้นนั้นเองครับ แต่ช้าก่อนครับปัญหาทุกอย่างเกิดขึ้นได้ก็ย่อมต้องมีวิธีแก้ไขได้เหมือนกัน โดยวิธีที่ว่านั้นก็คือ “การผ่าตัดดึงหน้า” เพื่อทำความเข้าใจกันให้มากกว่านี้ผมจะขออธิบายว่าส่วนไหนบ้างบนบริเวณใบหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยสามารถแบ่งเป็น4ส่วนของใบหน้าดังนี้ 1.บริเวณหน้าผากและคิ้วจะมีรอยย่นชัดเจนมากขึ้น และคิ้วทั้งสองข้างจะตกลงต่ำกว่าปกติ ทำให้หนังตาบนตกย้อยลงมาปิดขนตา วิธีแก้ไขด้วยการผ่าตัดจะทำโดยการดึงบริเวณผิวหนังส่วนหน้าผากใหตึงขึ้นไปด้านบนและทำการตัดกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดรอยย่น ส่วนผิวหนังส่วนเกินจะตัดออกโดยซ่อนแผลไว้ในบริเวณที่มีผม 2. บริเวณรอบดวงตาและแก้มจะมีหนังตาหย่อนทั้งบนและล่าง โดยหนังตาล่างจะบวมเพราะไขมันใต้ตารวมถึงมีรอยตีนกาบริเวณข้างๆรอบดวงตา ส่วนแก้มก็จะมีร่องชัดเจนวิธีแก้ไขด้วยการผ่าตัดจะทำโดยการผ่าตัดตาบนและล่างไปพร้อมๆกัน โดยตัดหนังและไขมันส่วนเกินบริเวณรอบดวงตาออก ส่วนรอยตีนการอบดวงตาและโหนกแก้มจะจะผ่าตัดโดยการดึงส่วนของผิวหนังและกล้ามเนื้อใต้ผิวหนังออกไปทางด้านข้าง โดยจะเปิดแผลที่บริเวณขมับเพื่อซ่อนแผลด้วยผม ส่วนแก้มด้านข้างจะถูกดึงออกไปบริเวณขมับเหนือใบหู ผิวหนังส่วนเกินถูกตัดออก 3. บริเวณคางและแก้มส่วนกลาง เฉพาะบริเวณทางด้านข้างทั้งสองจะมีผิวหนังย้อยลงมาเลยขอบกระดูกของแนวข้างกรรไกรล่าง และมีผิวหนังส่วนเกินบริเวณข้างมุมปากชัดเจนขึ้น รวมถึงใต้คางจะมีผิวหนังและไขมันย้อย วิธีแก้ไขด้วยการผ่าตัดจะทำโดยคางส่วนกลางบริเวณใต้คางซึ่งมีไขมันย้อยอยู่ก็เอาออกด้วยการดูดออก ทำให้มีแผลเล็กๆใต้คางและเย็บกระชับกล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้มีแนวสันย้อยใต้คาง สามารถใช้การดูดไขมันร่วมด้วยได้ คางด้านข้างดึงออกให้ตึงซ่อนแผลหลังใบหูโดยทำร่วมกับการดึงคอ 4.ผิวหนังบริเวณลำคอจะย่นและเป็นสันดูเหมือนย้อยมากขึ้น ถ้าในรายที่ยังเป็นไม่หนักมากก็สามารถรักษาได้โดยใช้ยาลอกผิว (Chemical Peeling) ด้วยยาชนิดต่างๆมักเป็นกรดอ่อนๆทำให้ผิวหนังดูเรียบขึ้น ไม่ได้ช่วยในเรื่องของผิวหนังส่วนเกินและไขมันใต้ผิวหนังดังนั้นจึงต้องรักษาด้วยการผ่าตัดโดยการดึงหนังบริเวณไรผมทางด้านหลังหูและส่วนของด้านข้าง และตัดหนังส่วนเกินออก วันนี้ผมขอแนะนำเรื่องการผ่าตัดดึงหน้า เพื่อลดรอยย่นบนใบหน้าแต่เพียงเท่านั้นก่อนนะครับ แล้วคราวหน้าผมจะมาพูดถึงเรื่องอื่นๆที่ควรรู้เพิ่มเติมครับ

เรื่องปัญหาอกหนักเรื่องเล็กอกเล็กเรื่องใหญ่ คิดว่าผู้หญิงทั่วโลกก็คงจะเห็นด้วยกับสโลแกนนี้ใช่ไหมครับ? เพราะการที่ผู้หญิงนั้นจะแต่งตัวออกมาสวยหรือไม่นั้นมันก็ขึ้นอยู่กับสรีระของร่างกายเราว่าเหมาะกับเสื้อผ้าในลักษณะนั้นด้วยหรือไม่นั้นเอง หลังๆเหล่าสาวๆทั่วโลกที่มีไซด์คัพเอหรือแม้แต่ใส่เอยังไม่เต็มเลยต้องหันมาพึ่งการทำให้อึ้ม อย่างถาวรเช่นการศัลยกรรมเสริมนมน่าใจกันนั้นเอง แต่ช้าก่อนทุกคนอย่าพึ่งนึกว่าทำเสร็จแล้วสวยเลยนะครับ เพราะทำเสร็จเนี่ยมันก็ต้องมีการดูแลด้วย งั้นเราลองมาดูวิธีการดูแลหลังการทำและข้อควรระวัง รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยหรือข้อสงสัยของคนทั่วไปกันดีกว่าครับ วิธีการดูแลหลังการทำและข้อควรระวัง            วันแรกหลังผ่าตัด ศัลยแพทย์จะเอาสายระบายน้ำเหลืองออก (แล้วแต่กรณีไป) แล้วคลายผ้าพันแผลให้หลวม จากนั้น วันที่ 3 หลังการผ่าตัดให้ถอดผ้ายืดออก คุณต้องสวมสปอร์ตบราตลอด 1 – 4 อาทิตย์ อย่าเพิ่งใส่บราเสริมโครงจนกว่าศัลยแพทย์จะบอกให้ใส่ได้ ในช่วงอาทิตย์แรกหลังผ่าตัด ควรนอนหงายไม่ควรนอนตะแคงข้าง เพื่อให้ถุงเต้านมอยู่กับที่ในระหว่างการหายของแผลในหน้าอก และไม่ควรนั่งตัวงอ ควรนอนในท่าศีรษะสูงประมาณ 2 อาทิตย์ จะช่วยลดอาการบวมลงได้ หลังผ่าตัดสามารถอาบน้ำได้ และแผลสามารถถูกน้ำได้ แต่หลังจากถูกน้ำให้ใช้ผ้าเช็ดตัวที่สะอาดซับน้ำให้แห้ง ห้ามถูหรือขยี้ที่บริเวณแผลผ่าตัดเด็ดขาด ทั้งนี้ ไม่ควรแช่ตัวลงในอ่างอาบน้ำ เพราะแผลที่แช่อยู่ในน้ำนาน มีโอกาสอักเสบได้ ไม่ควรยกของหนักเกิน 2 กิโลกรัม ในช่วง 2 อาทิตย์แรกหลังการผ่าตัด              มีเพศสัมพันธ์ได้ ใน 1 อาทิตย์หลังการผ่าตัด แต่คุณควรระมัดระวังในการสัมผัสหน้าอกด้วย แผลเป็น ในระยะแรกจะเห็นชัดในช่วง 2-3 เดือนแรก โดยแผลเป็นจะมีสีเข้มขึ้นและหนา และจะค่อย […]

ทุกคนเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมคนบางคนทำการศัลยกรรมแค่เพียงส่วนเดียวบนใบหน้าอย่างเช่นตัดปีกจมูก หรือเสริมจมูกเพียงอย่างเดียวแล้วทำไมหน้าตาดูดีขึ้นถึง 50% ขึ้นไป เหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าจมูกนั้นเป็นอวัยวะที่อยู่กึ่งกลางของใบหน้านั้นเอง เลยทำให้โดดเด่นและสังเกตได้ง่ายกว่าจุดอื่นๆบนใบหน้านั้นเอง แต่ช้าก่อน…ใครที่คิดจะทำศัลยกรรมจมูกนั้นต้องมีความเข้าใจก่อนว่าจมูกของตัวเองนั้นมีพื้นฐานเดิมเป็นอย่างไรบ้าง?  โดยพื้นฐานแล้วคนไทยส่วนใหญ่มักจะมีจมูกแบน สันต่ำ และมีความบานเล็กน้อยไปจนถึงมาก ด้วยเหตุนี้คนส่วนใหญ่ถึงได้เลือกที่จะเข้ามาทำศัลยกรรมจมูกเพื่อแก้ไขให้เหมาะกับรูปหน้าของตัวเองมากที่สุดนั้นเอง แล้วทำจมูกดีที่สุดนั้นเอง หลังจากเข้าใจความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับจมูกและการศัลยกรรมแล้ว เรามาทำความรู้จักแบบเจาะลึกเพิ่มอีกขั้นกันดีกว่าครับ โดยจะแบ่งเนื้อหาเป็นหัวข้อดังต่อไปนี้ –                   การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด –                   วิธีการเสริมจมูก –                   ข้อควรระวัง –                   การดูแลรักษาหลังผ่าตัด การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดมีอะไรบ้าง ก่อนผ่าตัดแพทย์จะถามท่านว่าจะผ่าตัดด้วยจุดมุ่งหมายอะไร ผ่าตัดอย่างไร ที่ไหน วิธีให้ยาชาหรือยาสลบอย่างไร และการผ่าตัดเป็นแบบผู้ป่วยนอกหรือต้องทำในโรงพยาบาล สิ่งที่ท่านควรจะเตรียมตัวก่อนผ่าตัดดังนี้คือ 1. ต้องบอกกับแพทย์ว่าท่านเป็นโรคอะไรที่กำลังรับการรักษาอยู่ รับประทานยาอะไรเป็นประจำหรือเปล่า เช่น เป็นหืด เป็นเบาหวาน กำลังรักษาอยู่ด้วยยา…….. เคยแพ้ยาอะไรบ้าง แพ้แล้วมีอาการอย่างไร ถามแพทย์ว่าควรใช้ยาต่อหรือทำอย่างไร 2. ท่านเคยผ่าตัดมาก่อนหรือเปล่า ผ่าตัดอะไร ใช้ยาชาหรือดมยาสลบ มีผลแทรกซ้อนอะไร 3. ถ้าท่านเคยดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ ก็ควรจะงดเว้นก่อนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน โดยเฉพาะถ้าท่านต้องใช้วิธีดมยาสลบ […]

หลังจากตอนที่แล้ว ทางหมอได้ไขข้อข้องใจให้เหล่าคุณแม่มือใหม่ที่สนใจจะทำอกกันไปแล้ว   วันนี้เลยขอเอาใจเหล่าสาวแท้และสาวเทียมที่สนใจเป็นเด็กใหม่ในวงการศัลยกรรมนมกันบ้าง โดยวันนี้หมอจะมาพูดถึง ความรู้สึกหลังการผ่าตัดของคนที่วางซิลิโคนไว้คนละตำแหน่งกันบ้างดีกว่าครับ “อย่างวางไว้ที่เหนือกล้ามเหนือกับใต้กล้ามเนื้อมันแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?” ไขข้อข้องใจ3. หลังผ่าตัดจะมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง? ถ้าผ่าตัดใส่ไว้ใต้กล้ามเนื้อ ตอบ      โดยปกติแล้วการผ่าตัดเสริมหน้าอกนั้น  หมอเป็นผู้เลือกตำแหน่งการวางตัวซิลิโคนให้ลูกค้าแต่ละรายไม่เหมือนกันครับ  ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับกายภาพเดิมของลูกค้าที่เข้ารับการผ่าตัดในแต่ละรายว่ามีเนื้อด้านข้างมากน้อยเท่าไหร่ กล้ามเนื้อแข็งแรงหรือไม่  ไขมันใต้ผิวหนังบริเวณอกมากหรือน้อยไป? และอย่างสุดท้ายหนังคุณบางเกินไปหรือเปล่า  ทุกคำถามที่กล่าวไปนั้นคือหลักการที่คุณหมอทุกท่านจะใช้ในการพิจารณาว่าคุณลูกค้าทั้งหลายเหมาะที่วางซิลิโคนไว้ที่ตำแหน่งไหนนั้นเองครับ การวางถุงซิลิโคนไว้ที่ทรวงอกมีอยู่ 2 แบบค่ะคือ 1.เหนือกล้ามเนื้อ 2. ใต้กล้ามเนื้อ 1.การผ่าตัดเสริมหน้าอกโดยวางตำแหน่งถุงเต้านมเทียมไว้เหนือกล้ามเนื้อ การผ่าตัดไม่ยุ่งยากมากนัก ผลข้างเคียงน้อย และที่สำคัญหายเร็วเหมาะกับเหล่าสาวๆนักกีฬา หรือสาวที่มีไขมันหรือเนื้อเต้านมเพียงพอที่จะเป็นกันชนระหว่างผิวเหนือกับเต้านมเทียมนั้นเองครับ ข้อดีของตำแหน่งการวางตัวที่ตำแหน่งนี้คือ ไม่มีการเคลื่อนตัวของถุงเต้านมเทียมขณะที่มีการขยับตัวของกล้ามเนื้อ ได้รับความเจ็บปวดน้อยกว่า(ในระยะแรก) และมองดูเป็นธรรมชาติครับ ส่วนข้อเสียก็คือในรายที่มีผิวหนังบาง เมื่อใส่แล้วมีโอกาสที่จะคลำพบขอบเต้านมเทียมได้สูงกว่าคนปกติครับ รวมทั้งมองเห็นขอบเต้านมง่ายกว่า ตัวเต้านมก็มีโอกาสคล้อยได้มากกว่า ทำให้เต้านมจริงถูกเบียดได้มากกว่าหรือหดแฟบได้มากกว่า แล้วถ้านวดไม่ดีเวลาเกิดพังผืดรัดจะมองเห็นได้ชัดกว่านั้นเอง 2.การผ่าตัดเสริมหน้าอกโดยวางตำแหน่งถุงเต้านมเทียมไว้ใต้กล้ามเนื้อ เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกน้อย เพราะจะอาศัยกล้ามเนื้อเป็นตัวช่วยหนุนให้อกดูอวบอูม แต่หลังการผ่าตัดจะบวมและปวดนานมากกว่าเหนือกล้ามเนื้อ ข้อดีของการวางไว้ที่กล้ามเนื้อคือคลำพบขอบถุงซิลิโคนได้น้อยกว่า มองเห็นขอบได้ยากกว่า พบรอยย่นน้อยกว่า มีโอกาสคล้อยน้อยกว่า เต้าจริงมีโอกาสถูกเบียดหรือหดลงน้อยกว่า เวลาเกิดพังผืดจะมองเห็นไม่ชัด ข้อเสียในการทำแบบนี้คือมีการเคลื่อนตัวของถุงฯขณะที่มีการขยับของกล้ามเนื้อ เจ็บมากกว่า(ในระยะแรก) มองเห็นขอบใต้รอบนมไม่ชัด หน้าอกห่าง มีโอกาสที่อกจะไม่คล้อยสวยดูเป็นธรรมชาติ  

สวัสดีครับ วันนี้เราก็กลับมาไขข้อข้องใจผู้อ่านกันอีกแล้วครับ วันนี้ผมขอเอาใจเหล่าคุณแม่มือใหม่หรือเหล่าสาวๆที่วางแพลนวางจะปิดอู่หลังมีลูกครบตามที่ต้องการบ้างนะครับ กับในหัวข้อที่ว่า ”หลังทำศัลยกรรมนมนั้น เหล่าคุณแม่ทั้งหลายจะให้นมบุตรได้หรือไม่” นั้นเองครับ ไขข้อข้องใจ2. หลังการผ่าตัดสามารถให้นมบุตรได้หรือไม่? ตอบ ก่อนอื่นขออธิบายเรื่องการเปิดแผลเพื่อนำซิลิโคนเข้าไปก่อนนะครับ ว่าสามารถเข้าทางไหนได้บ้าง?โดยปกติในวงการการแพทย์ศัลยกรรมปัจจุบันนั้น การผ่าตัดเปิดแผลนำซิลิโคนเข้าไปได้4ทางด้วยกันครับโดย4ทางที่ว่ามีดังนี้ 1.ทางปานนม (Areola) การทำผ่านปานนมมีข้อดีคือเห็นรอยแผลเป็นยากครับ เพราะรอยแผลเป็นจะถูกกลืนไปกับสีผิวของปานนมนั้นเอง แต่ข้อเสียของมันก็มีนั้นคือท่อน้ำนมจะถูกตัดผ่านเวลาที่ถูกตัดเฉือนเพื่อเอาปานนมออกชั่วคราวเพื่อเป็นทางเปิดนำเข้าซิลิโคนนั้นเอง และนั้นทำให้คนที่เลือกทำแบบนี้ไม่สามารถให้นมเลี้ยงลูกด้วยตัวเองและอาจหมดความรู้สึกในบริเวณนั้นได้ครับ 2. ทางราวนม(Infirmary) วิธีนี้เป็นที่นิยมในโซนยุโรป อเมริกามากกว่าครับ ด้วยลักษณะทางกายภาพของเขาเป็นแผลเป็นได้น้อยกว่าชาวเอเชีย แล้วเหล่าสาวๆนิยมทำแบบหยดน้ำกันเยอะเลยเหมาะที่จะเปิดแผลทางนี้กันมากกว่าครับ 3.ทางรักแร้(Transaxillary ) การเปิดแผลผ่านทางรักแร้นั้นไม่เหมาะกับทรงหยดน้ำครับ เพราะทรงหยดน้ำเรื่องการวางตำแหน่งมันต้องเป๊ะ! แล้วอีกอย่างคือจากระยะรักแร้ไปทรวงอกนั้นมันต้องผ่านการลัดเลาะผ่านกล้ามเนื้อหลายมัดเลยทำให้เบาะช้ำได้มากกว่า2วิธีแรกครับ (แล้วเป็นวิธีที่เจ็บที่สุด ถ้าสาวๆคนไหนเคยได้ยินว่าเจ็บเหมือนรถสิบล้อทับนั้น ก็คือการทำใส่ทางรักแร้นั้นเองครับ) 4.ทางสะดือ(TUBA) เป็นเทคนิคล่าสุดทางไต้หวันครับ ข้อดีคือไม่มีแผลเป็นอย่างแน่นอน100% แต่ลองคำนวณถึงระยะทางจากสะดือถึงทรวงอกนะค่ะ แค่คิดก็อืม…. จากข้อมูลเรื่องการเปิดแผลดังข้างบนมานี้ เหล่าสาวๆคงได้คำตอบแล้วนะครับว่าถ้าไม่ได้เลือกแบบผ่าเข้าทางปานนม พวกคุณๆทั้งหลายก็สามารถให้นมลูกได้อย่างปกติครับ แต่อีกสามวิธีที่เหลือก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นในลูกค้าแต่ละรายจะได้ทำวิธีไหนนั้นขึ้นอยู่กับกายภาพพื้นฐานเดิมของตนนั้นเองโดยจะมีหมอเป็นพูดพิจารณารูปร่างนั้นอย่างละเอียด แล้วจะเป็นผู้เลือกวิธีและขนาดถุงเต้านมให้นั้นเองครับ

วันนี้ผมเอาข้อมูลพื้นฐานในการดูแลตัวเองสำหรับสาวแท้ สาวสองที่ยากจะลองเสริมความมั่นใจให้แก่รูปร่างตัวเองอย่างการทำศัลยกรรมหน้าอกตัวเองให้สวยเด่นเข้ารูปร่างตัวเองมากที่สุดมาฝากกันครับเมื่อพร้อมแล้วก็ตามมาเลยครับ ไขข้อข้องใจ1. การเตรียมตัวผ่าตัดเสริมหน้าอกต้องทำอย่างไรบ้าง? ตอบ ก่อนอื่นขอบอกให้แก่ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนเลยนะครับว่า การที่ผลการทำนมจะออกมาดีที่สุดนั้นในแต่ละราย นอกจากต้องทำจากหมอที่เชี่ยวชาญแล้ว ยังต้องอาศัยการดูแลของตัวลูกค้าเองด้วยครับ โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกเลยนั้นก็คือขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด จนถึงขั้นตอนดูแลตัวเองหลังผ่าตัดนั้นเอง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาดูกันดีกว่าว่าขั้นตอนดูแลตัวเองก่อนผ่าตัดมีอะไรบ้างดีกว่าครับ ขั้นตอนดูแลตัวเองก่อนผ่าตัด (โปรดมีวินัยต่อตัวเองและปฏิบัติอย่างเคร่งขัดเพื่อเพื่อผลหลังการนมจะได้ออกมาดีที่สุดครับ)  ผู้ที่ต้องการทำควรจะงดยากลุ่มแอสไพรินและบลูเฟนครับ เพราะยาทั้งสองตัวนี้มีผลทำให้เลือดหยุดยาก ดังนั้นควรจะงดยาพวกนี้อย่างน้อย 7 วันก่อนผ่าตัดเพื่อให้ยาพวกนี้ถูกถ่ายออกจากร่างกายให้หมดก่อนรับการผ่าตัดนั้นเอง  ควรงดพวกวิตามินและอาหารเสริม โดยเฉพาะวิตามินE ควรหยุดทาน3-4สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพราะวิตามินEคือสารอย่างหนึ่งที่ช่วยสร้างโปรตีนของตับ ซึ่งกระบวนการนี้มีการเกี่ยวข้องกับการหยุดของเลือด  กรุณางดแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมงก่อนรับการผ่าตัดเพราะส่งผลต่อการหยุดของเลือดและยาที่จะใช้ในการผ่าตัดด้วยนะครับ (สาวๆนักดื่มคงยอมกันได้นะ)  ถ้าสาวๆคนไหนเลือกซ่อนแผลการผ่าตัดไว้ที่ใต้รักแร้ ควรจะงดโกนขนรักแร้10-14วันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ  แต่ถ้าถึงวันผ่าตัดจริงกรุณาอย่าลืมโกนขนรักแร้ในเช้าวันที่มารับการผ่าตัดด้วยครับ (นอกจากนี้อย่าทาโรลออนมาด้วยครับ) เป็นไงบ้างครับ เท่าที่อ่านมาขั้นตอนการดูแลตัวเองก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากใช่ไหมครับ หวังว่าคุณสาวๆคงปฏิบัติตามกันได้ทุกข้อนะครับ ผมเชื่อว่าเพื่อทำนมให้ออกมาดีที่สุดทุกท่านคงปฏิบัติตามได้ทุกข้อนะครับ