สรรค์งามดั่งหมาย ปลอดภัยมาตรฐาน เชี่ยวชาญชำนาญ ตรงกาลตรงใจ

ศัลยกรรมจมูก

No recent story found.

ศัลยกรรมหน้าอก

%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%ad
สิ่งที่ผู้หญิงควรทำความเข้าใจเมื่อต้องการเสริมหน้าอก
สิ่งที่ผู้หญิงควรทำความเข้าใจเมื่อต้องการเสริมหน้าอก ในยุคปัจจุบันนี้เรียกได้ว่าการศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป เนื่องจากว่าได้มีการพัฒนาและความก้าวหน้าทางการแพทย์อย่างมาก ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของสาธารณสุขได้ง่ายและเข้าใจได้ไม่ยาก ดังนั้นแล้วในเรื่องของการเสริมหน้าอก ก็เป็นอีกสิ่งนึงที่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับสาวๆอีกต่อไป ถ้าหากได้รับการดุแลและผ่าตัดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถ้าหากว่าใครที่กำลังสนใจการทำศัลยกรรมหน้าอก และอาจยังไม่รู้ข้อมูลอื่นๆมากนัก ดังนั้นแล้วในวันนี้เราจึงมีสาระน่ารู้เกี่ยวกับการเสริมหน้าอกมาฝากกัน ไปดูกันเถอะว่าจะมีอะไรบ้างนะ วัสดุเสริมหน้าอกมีวันหมดอายุ การที่เราใส่วัสดุสิ่งแปลกปลอมเจ้าไปร่างกาย แน่นอนล่ะว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ ตามกลไกของร่างกาย ซึ่งวัสดุที่เสริมเข้าไปในหน้าอก ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นซิลิโคนหรือถุงน้ำเกลือ ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีอายุการใช้งานราวๆ15 ปี จากนั้นแล้วคุณก็ควรที่จะพิจารณาว่าควรทำอย่างไรต่อไป ไม่ว่าจะเป็นปรึกษาแพทย์เพื่อเอาวัสดุออกไปจากเต้านม หรือแก้ไขเสริมเต้านมอีกครั้งนึง เป็นต้น เสริมนมไม่ส่งผลกระทบต่อการให้นมลูก สาวๆบางรายที่ได้เสริมหน้าอกไปแล้ว มีลูกหรือกำลังตั้งครรภ์ อาจมีความกังวลใจว่าหากเสริมหน้าอกแล้วจะสามารถให้นมลูกได้หรือเปล่า? ให้คุณคลายความกังวลใจได้เลย เพราะการเสริมหน้าอกจะไม่ส่งลกระทบต่อการให้นมลูกอย่างแน่นอน ตราบใดที่ยังไม่ได้ศัลยกรรมหัวนม แต่ถ้าหากพูดถึงเรื่องหน้าอกที่หย่อนคล้อยหลังจากให้นมลูก เป็นสิ่งที่หญิงสาวส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเคยทำหน้าอกหรือไม่ก็ตาม ล้วนต้องเผชิญกันทั้งนั้น
December 26, 2016
11728735_425282411015586_4042169003039872731_o
ลังเลว่าควรเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนหรือฟิลเลอร์ดี? เรามีคำตอบ
ในการที่เราจะทำศัลยกรรมหน้าอกนั้นเราต้องเลือกศัลยแพทย์ตกแต่งที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะซึ่งจะสามารถจัดทรงได้ดูสวยงามและรู้ถึงตำแหน่งของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดีให้ตรงตามความคาดหวังของสาวๆ ในอดีตนั้นการเสริมหน้าอกจะใช้ถุงน้ำเกลือเสริมเข้าไปให้ดูใหญ่ขึ้นแต่ปัจจุบันนั้นถุงน้ำเกลือไม่เป็นที่นิยมแล้วประกอบกับปัจจุบันมีการพัฒนาซิลิโคนขึ้นมาอีกทั้งในปัจจุบันก็มีซิลิโคนหลากหลายรูปแบบหลากหลายทรงเข้ามาทำตลาดในไทย แต่ก็มีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่ได้รับการรับรองจากสหรัฐอเมริกาและได้รับการรับจาก อ.ย. ในประเทศไทย ส่วนการฉีดฟิลเลอร์เหลวนั้นย้อนไปเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ฟิลเลอร์ที่เพิ่งเข้ามาไหมๆเป็นส่วนเติมเต็มใบหน้าให้กับสาวๆ ก็มีหลายๆคลินิกนำฟิลเลอร์ไปฉีดในหน้าอก ซึ่งเมื่อเวลาผ่านมามีสาวๆหลายๆคนที่ต้องทุกข์ทรมานกับการฉีดฟิลเลอร์ในสมัยนั้น (มีหลายเคสมากๆที่เข้ามาที่โรงพยาบาล) เพราะเกิดการอักเสบรุนแรงตลอดชีวิต และฟิลเลอร์ก่อตัวเป็นก้อนกระจายเต็มหน้าอก ฟิลเลอร์สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ 1.กลุ่มดูดซึมกลับเร็วหรือที่เรียกว่า hyaluronic acid-based ซึ่งจะเคลมว่าสลายหายไปได้เองใน 1-2 ปี 2.กลุ่มกึ่งถาวร ซึ่งจะอ้างว่าสลายไปได้เองใน 5 ปี เช่น Polyacrylamide hydrogel (PAAG) แพทย์ทั่วโลกลงความเห็นว่าไม่แนะนำให้ใช้ฟีลเลอร์ฉีดหน้าอกอย่างเด็ดขาดเพราะจะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อน อาทิเช่น จับตัวกันเป็นก้อนในเต้านม การติดเชื้อ นมเน่า ปวดเต้านม โอกาสที่จะรักษาหายยากมากที่เอาออกหมด 100% ไม่สามารถที่จะเอกซเรย์เต้านมได้ต้องตรวจ mammogram เท่านั้น ดังนั้นการเสริมหน้าอกที่ถูกต้องทางการแพทย์ควรเสริมด้วยซิลิโคนเต้านมเทียมและต้องได้รับรองมาตรฐาน และทำโดยทีมแพทย์ที่ครบครันมีเครื่องมือที่ทันสมัย อีกทั้งยังต้องมีวิสัญญีแพทย์ดูแลตลอดการผ่าตัดต้องตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียดมีโรคประจำตัวอะไรบ้าง ต้องมีอายุรแพทย์ประจำโรงพยาบาล
December 14, 2016
%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5
เสริมหน้าอกโรงพยาบาลเอเซีย ปลื้มปริ่มมากค่ะ
เราเป็นคนที่หน้าอกเล็กมากเลยค่ะ เวลาใส่เสื้อผ้าก็ดูทรงไม่ค่อยสวย ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าโตขึ้นหน้าอกคงโตตาม ปรากฎว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คิดค่ะ 555 นมไม่โดตตาม ก็ทำให้เราขาดความมั่นใจ จึงเริ่มตัดสินใจศึกษาหาข้อมูลการเสริมหน้าอกจนมาเจอโรงพยาบาลเอเซียมีรีวิวเยอะ เลยเข้ามาปรึกษากับคุณหมอทนงศักดิ์ คุณหมอน่ารักมากค่ะ ประทับใจมากค่ะ สถานที่ดูสะอาดคุณหมอก็ไม่ดุ ปรึกษากันพูดคุยอย่างเข้าใจก็ตัดสินใจจองมัดจำเลยค่ะ พอถึงวันทำ ก็กลัวมากนะคะนอนไม่หลับเลย เราก็ดำเนินการตามขั้นตอน ตรวจร่างกายเช็คประวัติแพ้ยาก็ปกติดีไม่มีอะไร หลังจากเข้าห้องผ่าตัดก็เจอกับวิสัญญีแพทย์คุณหมอก็ชวนคุยนู่นนั้นนี้ สักพัก ภาพตัดค่ะ !!! ตื่นมาอีกทีอยู่ในห้องพักฟื้น รู้สึกเจ็บหน่วงๆที่หน้าอก สลึมสลือ ก็นอนพักอยู่หลายชั่วโมงอยู่ก็กลับบ้านค่ะ เพราะปกติดีไม่มีอะไร กลับถึงบ้านก็นอนหมอนสูงๆ ตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ นั่งหลับเลยละคะ   ตื่นเช้ามามันก็เจ็บจี๊ดๆ ก็ทานยาแก้ปวดไป วันที่ 2 นี้ สลบทั้งวันค่ะทำไรไม่ได้แนะนำว่าต้องมีคนช่วยดูแลนะคะ ช่วงสายๆก็มีเจ้าหน้าที่โทรมาเยี่ยมอาการสอบถามสารทุกข์สุขดิบ ก็บอกว่าให้ลุกนั้ บ้าง เดินบ้างจะได้ฟื้นตัวเร็วเราก็พยายามเดินไปเดินมา 7 วันก็ตัดไหม 1 เดือนก็เข้าไปตรวจดูทรงก็ปกติดี ตอนนี้แฮปปี้มากค่ะ
December 13, 2016
13920349_551176085092884_4995937001608038088_o
เรื่องน่ารู้ในการศัลยกรรมเพื่อยกกระชับหน้าอก
เมื่อวันเวลาผ่านไปแน่นอนล่ะว่าร่างกายของมนุษย์ ก็มักจะต้องเหี่ยวย่นและร่วงโรยไปตามกาลเวลา หน้าอกก็เช่นกันไม่เฉพาะอายุที่มากขึ้น แต่การมีลูกก็สามารถทำให้หน้าอกของสาวๆเหี่ยวย่นได้เร็ว หากอยากจะให้มีความกระชับและเต่งตึงหลายคนจึงเลือกการศัลยกรรม เสริมหน้าอก เพื่อให้มีความกระชับมากยิ่งขึ้น งั้นเราไปดูกันเถอะว่าการเสริมหน้าอกจะมีข้อมูลใดที่น่าสนใจบ้างนะ การศัลยกรรมยกกระชับหน้าอก แบ่งเป็นสองประเภทด้วยกัน นั่นก็คือ ผ่าตัดกระชับหน้าอกแบบตัว T เหมาะสำหรับผู้ที่มีหน้าอกที่เหี่ยวย่นมากคือตำแหน่งของหัวนมที่อยู่ต่ำ จะถูกแก้ไขให้อยู่สูงขึ้นโดยการศัลยกรรมเสริมหน้าอกให้หัวนมอยู่สูงขึ้นและมีความกระชับมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ลักษณะของแผลจะคล้ายกับรูปตัวทีหงาย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการผ่าตัดเอาไขมันรวมถึงเนื้อส่วนเกินออกไป จากนั้นแล้วจึงจัดการตกแต่งและเย็บปิดแผลให้สวยงามดังเดิม ผ่าตัดรอบปานนมเพื่อกระชับหน้าอก สำหรับผู้ที่มีปัญหาหน้าอกหย่อนคล้อยปานกลาง การเสริมหน้าอกด้วยวิธีการผ่าตัดรอบปานนมเป็นวิธีที่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดผิวหนังบริเวณรอบปานนม จากนั้นแล้วเลื่อนหัวนมให้สูงขึ้นซึ่งจะทำให้หน้าอกยกกระชับขึ้นไปด้วย จากนั้นเมื่อตัดผิวหนังส่วนเกินออกก็จะเย็บปิดแผลให้สวยงามดังเดิม ซึ่งการผ่าตัดเสริมหน้าอกทั้งสองแบบ เฉลี่ยแล้วจะใช้เวลาประมาณ3-5 ชั่วโมงแล้วแต่ความยากง่ายด้วย ต้องมีการพักฟื้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องดูแลตนเองมากเป็นพิเศษ หลังจากนั้นแล้วสัก2-3เดือนตำแหน่งของหน้าอกก็จะเริ่มเข้าที่และมีความกระชับ ดูรีวิวเสริมหน้าอก คลิก
November 24, 2016
13724059_546057725604720_5424979744438843179_o
การเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเมื่อต้องการเสริมหน้าอก
ในการศัลยกรรมเพื่อเสริมหน้าอก แพทย์ศัลยกรรมตกแต่งเรียกได้ว่าเป็นบุคคลผู้มีความสำคัญอย่างมาก ที่จะเสริมหน้าอกของผู้หญิงเราให้ได้ในขนาดที่ต้องการในมาตราฐานที่มีความปลอดภัยด้วย จะเห็นได้เลยล่ะว่าในปัจจุบันนี้มีคลินิกและสถานเสริมความงามมากมาย ที่น่าดึงดูดใจในการศัลยกรรมเสริมความงามส่วนต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าอย่างไรก็ตามสาวๆไม่ควรหลงไหลเพียงแค่โปรโมชั่นที่ล่อตาล่อใจ แต่จะต้องคำนึงด้วยว่าหากต้องการเสริมหน้าอก สถานความงามแห่งนั้น มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศัลยกรรมตกแต่งหรือไม่ จึงสามารถเลือกและตรวจสอบได้ดังนี้ เมื่อได้ไปคลินิก โรงพยาบาล หรือพบแพทย์ ควรที่จะมองหาและตรวจสอบด้วยว่าแพทย์ท่านนั้น มีรายชื่อในแพทยสภาหรือไม่ และต่อมาก็คือจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับวุฒิบัตรเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขา “ศัลยศาสตร์ตกแต่ง (Plastic Surgery) ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นมาตรฐาน มีความเป็นสากลและเป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง ทั้งนี้ควรจะเป็นแพทย์ที่ได้วุฒิบัตรมาจากแพทยสภาโยตรง ไม่ใช่สถาบันอื่นที่จัดตั้งขึ้นเอง เช่น เวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวย หรือเวชศาสตร์ผิวพรรณและความงาม เป็นต้น เนื่องจากว่าคอร์สเหล่านี้เรียนหรือฝึกอบรมเพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น จึงยังไม่มีความเชี่ยวชาญพอที่จะสามารถศัลยกรรมตกแต่งทางร่างกายให้ถูกต้องและปลอดภัยได้ แพทย์ศัลยกรรมตกแต่งที่ได้รับวุฒิบัตรเฉพาะทางจากแพทยสภา จะมีความรู้และความเชี่ยวชาญในการศัลยกรรมตกแต่ง โดยจะผ่านการอบรมมาอย่างยาวนานเป็นจำนวน 5 ปี เรียกได้ว่าทั้งเรียนรู้และฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญ เพื่อให้สามารถผ่าตัดเสริมความงาม หรือเสริมเต้านมให้ผู้ป่วยมีความพึงพอใจ และมีการเน้นความปลอดภัยที่เป็นมาตราฐานด้วย ดูวิธีการเสริมหน้าอก
November 23, 2016

ศัลยกรรมคาง

No recent story found.

ศัลยกรรม ตัดกราม

No recent story found.

ศัลยกรรม ยุบโหนกแก้ม

No recent story found.

บทความน่ารู้เกี่ยวกับศัลยกรรม

ห้องโถงรับรอง
โรงพยาบาลสะอาด ห้องผ่าตัดปราศจากเชื้อโรค มาตรฐานสากล ต้องที่โรงพยาบาลเอเซีย
การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดเสริมจมูก และหลังผ่าตัด เป็นสิ่งหนึ่งที่คนไข้ต้องให้ความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยส่วนตัวของคนไข้เอง ทั้งในส่วนของการเลือกโรงพยาบาลเพื่อทำการผ่าตัด เราต้องคำนึงถึงความสะอาดของ โรงพยาบาลว่า โรงพยาบาลสะอาด หรือเปล่า ห้องผ่าตัด ปราศจากเชื้อโรคหรือใหม่ เพราะว่า การผ่าตัดนั้นหากสถานที่ทำไม่สะอาด ก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ ความสะอาดของโรงพยาบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญอีกประกาศนึง และการดูแลตัวเองก่อนการผ่าตัดนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด โดยการเตรียมตัวก่อนผ่าตัดนั้น หากว่าคนไข้เป็นคนสูบบุหรี่ ต้องงดการสูบทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด ประมาณ 2 สัปดาห์ แอลกอฮอล์ก็เช่นกัน คนไข้ต้องงดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนการผ่าตัด 5 วัน ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงต่ออาการติดเชื้อ และอาการบวมที่อาจจะยาวนานกว่าคนไข้ปกติทั่วไป  อีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะต้องงด ก็คือ งดการใช้ยากลุ่มแอสไพริน โดยเฉพาะคนไข้ที่ใช้ยารักษาโรคไซนัส หรือยาแก้ไออยู่ จะมีผลต่อปัญหาเลือดคั่ง ในระหว่างการผ่าตัด และหลังผ่าตัดอีกด้วย ข้อแนะนำที่ดีคือ คนไข้ควรแจ้งประวัติการใช้ยา และการแพ้ยา รวมทั้งอาหารเสริมที่รับประทานอยู่ เพื่อให้ทีมแพทย์ระมัดระวังเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นพิเศษ แม้กระทั่งวิตามิน อี และวิตามินซี ที่เราคิด (เอาเอง) ว่าคงไม่เป็นอันตรายต่อการผ่าตัด ก็จำเป็นต้องงดเพราะมีผลระหว่างการผ่าตัด ทำให้เลือดหยุดไหลยาก ข้อควรระวังเหล่านี้ เป็นสิ่งที่แพทย์ให้คำแนะนำในวันที่มาปรึกษาเรื่องการทำศัลยกรรม และคนไข้จำเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะความเสี่ยงขึ้นในระหว่างการทำการผ่าตัด เมื่อถึงวันนัดผ่าตัดเสริมจมูก ควรมีใครมาเป็นเพื่อน เพื่อดูแล ให้ความช่วยเหลือ หลังผ่าตัด เพราะคนไข้จะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เต็มที่ เนื่องจากฤทธิ์ยานอนหลับอาจจะทำให้เกิดอาการสลึมสะลือ หลังผ่าตัดควรใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบบริเวณที่มีอาการบวม อย่างน้อย 2 วัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการอักเสบมากเกินไป สุดท้ายโรงพยาบาลเอเซียเป็นโรงพยาบาลสะอาด ห้องผ่าตัดปราศจากเชื้อโรคเพราะเราคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าเป็นหลัก ลูกค้าจึงวางใจได้ถึงความปลอดภัยในการผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอซีย
September 8, 2014
%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5
เสริมหน้าอกที่ไหนดี...ถึงจะสวยอย่างปลอดภัย
ณ วินาทีต้องยอมรับเลยครับว่าการทำศัลยกรรมอก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าการเสริมหน้าอกนั้น  มาถึงตอนนี้ก็ยังเป็นการทำศัลยกรรมที่ยังติดอันดับ top five กันอยู่ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าเดียวนี้สาวไทยส่วนใหญ่นั้นมีขนาดไซด์หน้าอกที่เล็กลงกันเยอะครับ ไม่อย่างนั้นวดีเด็ดแบบนี้ไม่มีทางดังได้ครับกับวลีที่ว่าคือ “หน้าหลังเท่ากันแยกไม่ออก” “ทำไมต้องหันหลังพูดไม่หันหน้าพูด” “เรียบเป็นไม้กระดาน” เพราะเหล่าหญิงสาวที่ถูกล้อด้วยวลีอย่างนี้มีเพิ่มขึ้นเลยทำให้ธุรกิจด้านชุดชั้นในเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงด้านวงการศัลยกรรมอย่างหมอด้วยครับ เอาละครับเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เสริมหน้าอกที่ไหนดี...ถึงจะสวยอย่างปลอดภัย ผู้ที่อยากจะทำต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำอกอย่างละเอียดก่อนครับ โดยข้อมูลที่จำเป็นต้องมีอยู่ในมือประกอบด้วย คุณสามารถลางานได้กี่วัน(เพราะการผ่าตัดเสริมน่าอกนั้นถือว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ ดังนั้นคุณควรจะถามที่ทำงานของคุณว่าคุณมีสิทธิ์ลาพักผ่อนหลังการผ่าตัดได้มากที่สุดกี่วัน)  โรงพยาบาลหรือคลินิกไหนบ้างที่อยู่ใกล้ที่พักคุณมากที่สุด(กรณีที่คุณไม่อยากข้ามจังหวัดในการทำอก แต่ถ้าคุณไม่มีปัญหาในการข้ามจังหวัดในการทำก็ไม่เป็นไรครับ) สะอาดมีมาตรฐานรองรับ เปิดกิจการอย่างถูกกฎหมายมีใบรับรองจากแพทย์สภา (รับรองปลอดภัยหายห่วงครับ ถ้ามีใบนี้มารับรองไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นโรงพยาบาลหรือคลินิกเถื่อน หรือหมอกระเป๋ามาแอบอ้าง) หลังจากได้ข้อมูลสถานพยาบาลที่ต้องการได้แล้ว คราวนี้ก็ต้องนำข้อมูลจากข้อแรกมาเจาะลึกต่อครับว่า ฝีมือหมอที่อยู่ ณ โรงพยาบาลหรือคลินิกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง โดยอาจโพสถามบนอินเตอร์เน็ตหรือลองค้นหาด้วยตัวเองผ่านพี่กูเกิ้ลก่อนก็ได้ครับ จะเอาให้ชัวร์ก็คงต้องลองแอบไปสังเกตการณ์ด้วยตนเองนะครับเพราะดูจากที่สถานที่จริงคุณจะได้รู้ว่าพวกเขาบริการดีไหม สถานที่เหมาะแก่การขอเข้าบริการจริง นำข้อมูลจากข้อสองมาวิเคราะห์ครับว่าตรงตามมาตรฐานเกรณ์การตัดสินใจในใจคุณหรือไหม? ไม่วันจะเป็นเรื่องของสถานที่ ความสะอาด การให้บริการ หมอศัลยแพทย์ และราคาการทำ ถ้าผ่านทุกข้อแล้วก็เตรียมหาข้อมูลต่อไป เมื่อตัดสินใจว่าจะทำกับหมอคนไหนได้แล้วก็มาเตรียมข้อมูลของฝั่งตัวคนทำเองด้วยครับ โดยเฉพาะวันที่เข้าไปรับคำปรึกษานั้นควรจะเตรียมข้อมูลดังนี้ไปด้วยครับ คำถามที่ควรถามกับหมอผู้ทำ>>>ซิลิโคนที่ใช้ยี่ห้ออะไร ขนาดที่คนทำจะใส่ได้คือขนาดเท่าไหร่ ถ้ามีแบบและรูปทรงที่ต้องการก็อย่าลืมปริ้นให้หมอดูด้วยครับ หลังจากคุยเรื่องราคา ยี่ห้อและขนาดเสร็จ อย่าลืมถามหมอเรื่องวิธีการผ่าตัดว่าจะเลือกทำการผ่าตัดเปิดแผลทางไหนถึงจะเหมาะกับคุณมากที่สุด และสุดท้ายคุณอย่าลืมบอกประวัติแก่แพทย์ด้วยว่าคุณเคยมีประวัติแพทย์ยาอะไรบ้าง หรือเคยเป็นโรคร้ายแรง หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับเลือดหรือไม่ให้แพทย์ได้รับทราบ เพื่อที่จะได้ช่วยแนะนำการเตรียมตัวก่อนผ่าตัดให้คุณได้นั้นเองครับ  
May 19, 2014
Image
ใครคือคนที่ถูกแปลงเพศคนแรกของโลก
ในยุคนี้นับวันยิ่งอยู่ยากนะครับ เพราะปัจจุบันนี้ชายจริง หญิงแท้ที่เราเห็นกันอยู่ ณ ปัจจุบันนั้นอาจจะไม่ใช่ชายจริงหญิงแท้อย่างที่ตาเห็นก็ได้! เพราะว่าในปัจจุบันนี้ศัลยแพทย์ในไทยนั้นก้าวหน้าและฝีมือดีขึ้นถึงขนาดแปลงเพศจากชายกลายเป็นหญิง และจากหญิงแปลงเป็นชายจนถึงขั้นระดับโลกยังยอมรับนั้นเองครับ เลยทำให้คนทั่วไปอย่างเราๆอาจจะแยกออกยาก (นอกจากเหล่าหมอและนักศึกษาแพทย์เท่านั้นครับถึงจะแยกได้ในแว่บแรกที่เห็น)  ใครคือคนที่ถูกแปลงเพศคนแรกของโลก?                 คนแรกที่ถึงว่าเป็นคนแรกที่ถูกแปลงเพศจากชายเป็นหญิงนั้นมีชื่อว่า George William Jorgensen, Jr  เธอ เขา เกิดเมื่อ 30 พฤษภาคม 1926 เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 1989 ด้วยโรคมะเร็ง   เป็นชาวอเมริกัน เป็นมนุษย์แปลงเพศคนแรกของโลก หลังจบการศึกษาจาก Christopher Columbus High School ในสาขาช่างภาพ ในปี 1945 เขาถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารเพื่อร่วมรบในสงครามโลก ครั้งที่ 2 หลังกลับจากสงคราม เขาเริ่มพูดถึงสิทธิ์ และสนับสนุนเพศที่ 3 ในแนวทางของ Dr.Joseph Angelo เขาเดินทางไปยังประเทศเดนมาร์ก เพื่อรับการศัลยกรรมแปลงเพศจากDr.Christian Hamburger เขา เดินทางกลับอเมริกาในปี 1953 หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ได้พาดหัวหน้าหนึ่งว่า อดีตทหารจีไอที่กลายเป็นสาวผมบรอนด์สุดสวย (Ex-GI Becomes Blonde Beauty) และเปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า  คริสทีน จอร์เจนเซ่น เธอ ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง ได้ออกรายการ TV คริสทีน จอร์เจนเซ่น ทำงานเป็นนักแสดง นักเต้น และวิทยากรให้ความรู้เรื่องการแปลงเพศ เธอ คือแรงบันดาลใจให้เพศที่สามลุกขึ้นยืนในสังคม ข้อมูลอ้างอิง แปลงเพศคนแรกของโลก (Christine Jorgensen)       
May 16, 2014
659-1381465082-10-10-2556 17-57-03
การรักษาแผลคีลอยด์
แผลคีลอยด์(KELOID)คืออะไร ลักษณะทั่วไป : แผล เป็นนูนชนิดคีลอยด์จะมีขนาดใหญ่กว่าแผลเป็นธรรมดา และกว้างใหญ่กว่าแผลตอนเริ่มต้น มีลักษณะนูน แข็ง หรือหยุ่นคล้ายยาง ผิวมัน มองเห็นชัดเจนจากผิวหนังปกติ มีสีแดงเนื่องจากมีเส้นเลือดมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก แผลเป็นนูนชนิดคีลอยด์อาจจะมีอาการเจ็บ คัน ร่วมด้วย อาจจะกดแล้วเจ็บ ก้อนเนื้ออาจจะค่อยๆ โตขึ้นหรือคงที่แต่จะใหญ่กว่าแผลเดิม สาเหตุ: แผล เป็นนูนเกิดจากการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเนื้อเยื่อผิวหนังส่วนที่เป็นแผล ผิวหนังมีการสร้างเนื้อเยื่อซ่อมแซมที่มากเกินไป จนทำให้เกิดการขยายตัวกว้างขึ้นมากกว่ารอยแผลที่เป็นอยู่ และพันธุกรรมมีส่วนทำให้เกิดรอยโรคได้ ตำแหน่งที่พบ: แผลเป็นนูนมักพบได้ทั่วร่างกาย ส่วนมากพบบริเวณผิวหนังที่ตึงตัว โดยจะเห็นมากบริเวณหลัง ไหล่ แขน ขา คอ หน้าอก และหลังหู ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลเป็นแผลคีลอยด์มีดังต่อไปนี้ ปัจจัยแรก ก็คือลักษณะผิวที่แตกต่างกันในแต่ละคนนั้นเองครับ ดังนั้นผมจึงบอกไม่ได้ว่าถ้าใครเป็นขึ้นมานั้นจะเป็นมากหรือน้อยกว่าคนอื่นๆนั้นไม่ได้ ปัจจัยที่สอง ก็คือตำแหน่งของการเป็นแผลที่ขึ้นตามส่วนต่างๆร่างกายนั้นเอง เพราะโอกาสที่จะเกิดแผลฯนั้นในแต่ละส่วนมีโอกาสการเป็นที่ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะส่วนของใบหน้านั้นเป็นส่วนที่เกิดแผลคีรอยด์ได้น้อยมากในขณะเดียวกันหลายตำแหน่งบนร่างกายจะเกิดเป็นแผลคีลอยด์ได้ง่ายกว่าเยอะ เช่น ตำแหน่งบนลำตัว นับตั้งแต่หน้าอกไปจนกระทั่งถึงหน้าท้องน้อย ปัจจัยที่สาม คือสภาพของแผล หลังจากที่เป็นแล้วสามารถรักษาให้กลับคืนสู่สภาพผิวเดิมมากที่สุดเท่าไรนั้น? ขอบอกเลยครับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะบอกได้ว่าจะรักษาถึงขั้นไหน ถึงจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นแต่พวกคุณก็สามารถทำให้มีขนาดที่เล็กลงด้วยวิธีรักษาต่างๆดังนี้ครับ เพศและวัยที่มักจะเป็นกัน -          ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย -          ผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก (ในวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์จะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้บ่อยกว่าในวัยอื่นๆ) -          คนผิวคล้ำจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้บ่อยและรุนแรงกว่าคนผิวขาว -          ผู้ที่มีประวัติการเกิดแผลเป็นและมีประวัติของครอบครัวมีแผลเป็น จะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยมีประวัติ ปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดแผลเป็นคีลอยด์ที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่ -          แผลจากการเป็นสิว -          แผลจากการเจาะหู -          แผลปลูกฝี ฉีดวัคซีน -          แผลผ่าตัดต่างๆ -          แผลผ่าคลอด -          แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก -          แผลถูกของมีคมบาด -          แผลจากอุบัติเหตุ -          แผลจากรอยสัก 8 คำถาม เรื่องการรักษาคีลอยด์ Q1: การรักษาแผลเป็นคีลอยด์ต้องรักษากี่ขั้นตอน สำหรับการรักษาแผลเป็นคีลอยด์นั้น ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาด้วยเทคนิคใหม่ที่เรียกว่าScarless Technique ที่เป็นการผสมผสานกันระหว่างการใช้การผ่าตัด แสงเลเซอร์ และตัวยา เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด ได้ผลดีกว่าวิธีการรักษาแบบดั้งเดิมที่เคยทำมา และลูกค้าได้รับพึงพอใจมากที่สุด Q2: อะไรคือข้อจำกัดของการรักษาแผลเป็นที่เรียกว่าคีลอยด์ (Keloid) แผลเป็นคีลอยด์ จะมีลักษณะคล้ายเนื้องอก มีขนาดใหญ่ขึ้นและจะลุกลามผิวปกติของเราไปเรื่อย ๆ อาจจะไม่อันตรายเหมือนเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง แต่ก็สร้างความรำคาญใจให้กับผู้ที่เป็น ข้อจำกัดของการรักษา แผลเป็นคีลอยด์อยู่ที่การเอาเซลล์ที่ผิดปกติออกไม่หมดก็จะกลับมาเป็นอีกเกือบ 100% โดยที่ก้อนคีลอยด์ใหม่จะโตเร็วและมีขนาดใหญ่กว่าเดิม นอกจากนี้คนไข้อาจจะต้องมีเวลาในการมารักษาพอสมควรเพื่อการรักษาที่ต่อเนื่อง และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีกนั่นเอง Q3: ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเกิดแผลเป็นคีลอยด์ได้ ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดขึ้นได้นั้น อันดับแรกจะเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ ปัจจัยที่สองเป็นเรื่องของตำแหน่งบนร่างกาย ที่พบบ่อยมีอยู่ 4 จุด คือ บริเวณหู เกิดจากการเจาะหู, บริเวณไหล่ เกิดจากการฉีดยา, บริเวณหน้าอกหรือหลัง เกิดจากการเป็นสิว และบริเวณหน้า อย่างเช่นตรงขากรรไกร เกิดจากการเป็นสิวหรือรอยแผลอื่น ๆ ปัจจัยที่สามเป็นเรื่องของการอักเสบหรือติดเชื้อ เช่น แผลบริเวณนั้นมีการอักเสบหรือติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน ถ้าอักเสบเยอะหรือติดเชื้อและแผลหายช้าก็จะมีโอกาสเป็นเนื้องอกคีลอยด์ได้มากกว่า นอกจากนี้ขนาดและความลึกของแผลก็จะมีผลต่อการเกิดเนื้องอก คีลอยด์อีกด้วย Q4: ในกรณีที่คนไข้ไม่มารักษาคีลอยด์ (Keloid) จะเป็นอันตรายได้หรือไม่ สำหรับคนไข้ที่ไม่ได้ตัดสินใจมารักษาคีลอยด์ แผลเป็นชนิดนี้อาจไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ กับร่างกายในแบบที่รุนแรง แต่จะทำให้ตัวคนไข้เองมีอาการปวดคันบริเวณแผล และก้อนคีลอยด์จะลุกลามขยายวงกว้างออกไป  โตจนถึงจุดหนึ่งแล้วจึงจะหยุดขยายขนาดซึ่งในกรณีคนที่มีคีลอยด์ขนาดใหญ่มากอาจจะรู้สึกรั้งเวลาขยับเขยื่อนร่างกาย เช่นบริเวณ ใบหู คอ แขน หรือขา เป็นต้น นอกจากนี้ถ้าแผลคีลอยด์เกิดบริเวณนอกร่มผ้า เช่น ใบหน้า ต้นแขน ก็จะมีผลต่อความไม่มั่นใจ ความสวยงาม ซึ่งส่งผลต่อการปฏิบัติงานในบางสาขาอาชีพ Q5: จุดไหนที่เป็นคีลอยด์ (Keloid) แล้วจะรักษายากที่สุด ส่วนที่รักษาง่ายที่สุดคือบริเวณใบหู เพราะแผลจะเล็ก เป็นเพียงแผลที่เกิดขึ้นเพราะการเจาะหูเท่านั้น มีขนาดแค่ 1-2 เซนติเมตร แต่การรักษาคีลอยด์ที่ยากที่สุดคือ คีลอยด์ที่มีลักษณะใหญ่มาก อย่างเช่น แผลเป็นบริเวณหน้าอกที่มีขนาดเท่าฝ่ามือ Q6: ระยะเวลาในการรักษาคีลอยด์ (Keloid) ระยะเวลาในการรักษาแผลเป็นคีลอยด์นั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของแผลเป็นเป็นหลัก หากใหญ่มากและนูนมากก็จะใช้เวลานาน โดยทั่วไปใช้เวลาเฉลี่ย 1-6 เดือน เพราะหลังจากการผ่าตัดและเลเซอร์แล้ว จำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วยไปอีกสักระยะ  และนอกจากนี้จะต้องติดตามผลการรักษาต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป Q7: ราคาในการรักษา โดยทั่วไปราคาจะขึ้นอยู่กับลักษณะและขนาดของแผล หากไม่ใหญ่มากนักแค่ประมาณ 1-5 เซนติเมตร จะราคาอยู่ที่ 10,000-20,000 บาท หลังจากนั้นก็จะเป็นค่าใช้จ่ายในการติดตามผล ทายา รับประทานยาต่อไป Q8: มีโอกาสกลับมาเป็นอีกหรือไม่ การรักษาแผลเป็นคีลอยด์นั้นสามารถรักษาให้หายได้ แต่ในทางการแพทย์เราจะไม่ใช้คำว่า หายขาด เพราะยังไม่มีผลที่ยืนยัน 100% ว่าแผลเป็นคีลอยด์นั้นจะไม่กลับมาอีก แต่การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถช่วยกำจัดและชะลอการเกิดขึ้นใหม่ของแผลเป็นได้ หากมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง แม้ในบางรายอาจมีการเกิดขึ้นมาใหม่แต่จะไม่มีขนาดใหญ่เท่าก่อนรักษาแน่นอน    
May 12, 2014
ทำตาสองชั้น-01
ก่อนทำตา2ชั้นควรทำเข้าใจกันก่อน
ศัลยกรรมตา คือ แต่เดิมนั้นการทำศัลยกรรมตานั้นถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือในกลุ่มคนที่มีปัญหาในด้านการนอนไม่หลับ(นอนหลับไม่แล้วแต่ไม่สามารถปิดดวงตาลงได้สนิท)ครับ รวมถึงในกลุ่มคนที่มีปัญหาในด้านของกล้ามเนื้อตา เช่นพวกกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเลยทำให้มีสภาพเหมือนคนง่วงนอนอยู่ตลอดเวลานั้นเอง แต่ในปัจจุบันนั้นการศัลยกรรมตานั้นได้มีฐานคนไข้ที่เปลี่ยนไป เนื่องจากค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคนี้นั้นเองโดยตั้งแต่ยุคหลัง ค.ศ.2000เป็นต้นมาคนเอเชียส่วนใหญ่เดียวนี้ทั้งชายและหญิงมักจะนิยมตาสองชั้นแบบเน้นชัดเจนเหมือนตาของชาวยุโรป กับตาแขกอาหรับนั้นเอง แล้วนั้นก็คือแรงกระตุ้นให้วงการศัลยกรรมตาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครับ เพราะศัลยแพทย์เฉพาะด้านอย่างด้านตาต่างแข่งขันกันหาวิธีการผ่าตัดแบบต่างๆที่ทำตาสองชั้นออกมาดีที่สุด เนียนที่สุด(ทำให้แผลเล็กที่สุด) และสวยที่สุดนั้นเองครับ แล้วเพราะการแข่งขันการคิดค้นวิธีใหม่ดังกล่าวนั้นเอง เลยทำให้ปัจจุบันมีวิธีการผ่าตัดทำตาสองชั้นออกมาถึง 6 วิธีดังนี้ครับ การผ่าตัดทำตาสองชั้นทั้งหกวิธี ที่ควรทำรู้จักก่อนที่จะตัดสินใจทำตาสองชั้นที่ถูกต้อง วิธีที่  1   การเย็บเปลือกตาด้านใน ;  การเย็บเปลือกตาด้านใน โดยแพทย์จะเย็บจากเปลือกตาด้านใน   ข้อเสีย วิธีนี้แพทย์จะเย็บจากเปลือกตาด้านใน ซึ่งระยะเวลาการคงอยู่จะประมาณ 1-2 ปีเท่านั้น แล้วชั้นตาจะหลุดต้องกลับมาแก้ใหม่อีกครั้ง    วิธีที่ 2  การตัดหนังตาออกและเย็บ; วิธีนี้แพทย์จะกรีดเปลือกตาบนเป็นทางยาว เพื่อเอาไขมันส่วนเกินออกแล้วเย็บแผลตามรอยกรีด ข้อเสียของวิธีนี้คือ ชั้นตาจะเป็นตะเข็บรอยแผลหยาบและเป็นรอยยาว วิธีที่ 3 การกรีดเปลือกตา; วิธีการไม่แตกต่างจาก 2 วิธีด้านบน แต่แผลจะเล็กและเนียนกว่า วิธีที่ 4 การใช้เลเซอร์; วิธีนี้ทำให้เลือดออกน้อย แต่ไม่ได้ทำให้แผลสวยกว่าการผ่าตัดปกติ วิธีที่  5  ดูดไขมัน;  เป็นเทคนิคการเจาะรูเล็กๆประมาณ 1 เซนติเมตร ที่เปลือกตาบนแล้วดูดไขมันออก ถ้าทำถูกวิธีและถูกจุด จะได้ชั้นตาสวยเป็นธรรมชาติมาก วิธีที่ 6 ดูดไขมันร่วมกับการใช้ Microscopic Surgery; เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด วิธีนี้จะมีรอยแผลเป็นที่เปลือกตาเล็กมาก แทบมองไม่เห็น ไม่มีอาการบวมช้ำ และดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด  
May 8, 2014
banner-asiahospital
Copyright © 2016 www.asia-clinic.com All rights reserved